วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552

เรื่องของ สิว สิว


แม้ใครๆ จะพร่ำบอกว่า เรื่องสิวเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ในความรู้สึกของหนุ่มกวาง หนุ่มน้อยวัยใสวัยมัธยมต้น การมีสิว...มันเหมือนปัญหาชีวิตอันยิ่งใหญ่ที่กวางจำต้องแบกรับไว้บนหน้า จนแทบจะไม่อยากไปโรงเรียนกวดวิชากันเลยทีเดียว จะว่าไปแล้วเรื่องสิวก็เป็นเรื่องธรรมชาติจริงๆ นั่นล่ะ เพราะถ้าหนุ่มสาววัยใสเข้าใจและเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิว (ไปสักระยะ)

เพราะสิวเป็นสัญญาณของการแตกเนื้อหนุ่มสาว ซึ่งส่วนมากมักจะพบว่าหนุ่มน้อยสาวน้อยที่บ้านเราจะเริ่มมีสิวกันตั้งแต่อายุประมาณ 12-13 ปี และมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะจากสถิติทางการแพทย์พบว่าวัยรุ่นประมาณ 80% เคยเป็นสิวมาก่อน สาเหตุของสิวเนื่องจากเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ฮอร์โมนเพศในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศแอนโดรเจน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานมากขึ้น
เมื่อรูขุมขนบริเวณใบหน้า บริเวณอก และแผ่นหลังอุดตัน ไขมันที่ถูกสร้างจากต่อมไขมันระบายออกไม่ทัน ก็จะกลายเป็นอาหารอย่างดีแก่เชื้อแบคทีเรียบนผิวหน้า และทำให้เกิดการอักเสบตามมา แต่ถ้าหนุ่มน้อยสาวน้อยต่างรู้จักการดูแลตัวเอง ก็อาจลดโอกาสการเกิดสิวได้เหมือนกัน แต่หากเป็นสิวไปแล้ว ก็ไม่ต้องกังวลมากเกินไปนะคะ เพราะถ้าเราเกิดความกังวลเดินผ่านใครหรือใครเดินผ่านก็มักจะเอามือปกปิด หรือเผลอตัวไปสัมผัสบริเวณนั้นตลอดเวลา กลับยิ่งกระตุ้นให้สิวเกิดการอักเสบเป็นหนอง การดูแลจะยุ่งยากขึ้นกว่าเดิม วิธีง่ายๆ อยากจะแนะนำไว้ดังนี้

1.รักษาความสะอาดโดยล้างหน้าวันละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอ เนื่องจากสิวไม่ได้เกิดจากความสกปรกของฝุ่นผงในอากาศ เวลาล้างหน้าอย่าถูแรง พยายามหลีกเลี่ยงการใช้สครับล้างหน้าเพราะระคายผิว และหลีกเหลี่ยงการใช้สบู่หรือโฟมล้างหน้าทั่วไปที่มีฤทธิ์เป็นด่าง
2.หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอาง ที่มีส่วนผสมของสารเคมี ที่อาจจะทำให้เกิดสิว
3.หลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหน้าบ่อยๆ
4.อย่าบีบหรือแกะสิวเพราะจะทำให้เกิดรอยแผลเป็น ซึ่งรักษาให้หายได้ยากกว่าการรักษาสิว
5.อย่าปล่อยให้ผมยาวรุงรังปรกหน้า อย่าปล่อยให้ผมมัน และควรงดใช้น้ำมันใส่ผม เจล สเปรย์
6.พยายามอย่าให้เครียด อย่าให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดหรือกังวล และพยายามอย่านอนดึก
7.กรณีผิวหน้ามัน ควรซับมันออกจากผิวหน้าด้วยกระดาษซับความมันบนใบหน้า

11 วิธีพิชิต "โรคภูมิแพ้"


1. รักษาอาการของท่านด้วยตนเอง โดยหลีกเลี่ยงสารที่ท่านแพ้ให้มากที่สุด และเมื่อมีอาการมาก ท่านสามารถเลือกใช้ยาแก้แพ้ที่มีขายทั่วไปด้วยตัวท่านเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้ยาดังกล่าวแล้ว อาการไม่ดีขึ้นภายใน 7 วัน ท่านควรจะปรึกษาแพทย์
2. ติดเครื่องปรับอากาศในบ้านของท่าน เครื่องปรับอากาศจะทำให้อากาศมีความชื้นต่ำลง ซึ่งเป็นสภาวะที่ตัวไร และเชื้อราไม่ชอบ นอกจากนี้ ยังสามารถกรองฝุ่นได้บางส่วน โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ ที่รวมเอาเครื่องฟอกอากาศ เข้าไปด้วย รวมทั้งยังสามารถป้องกันเกสรดอกไม้และเกสรหญ้าต่างๆที่มีอยู่ภายนอกบ้านได้อีกด้วย
3. ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ โดยจะต้องเป็นเครื่องที่มีขนาดใหญ่เพียงพอกับขนาดของห้องและได้มาตรฐาน เครื่องฟอกอากาศที่ไม่ได้มาตรฐานในการกำจัดฝุ่น นอกจากจะไม่ช่วยลดจำนวนฝุ่นที่มีอยู่ในอากาศแล้ว อาจจะเป็นตัวที่ทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วห้องได้อีก ทำให้ผู้ป่วยมีอาการมากขึ้นไปอีก 4. เลือกใช้น้ำยาทำความสะอาดบริเวณที่อับชื้น ที่มีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อราผสมอยู่ด้วย เช่น น้ำยาที่มี Clorox เป็นส่วนผสม 5. ไม่ควรเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบ้าน ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรจำกัดบริเวณของสัตว์เลี้ยง ไม่ให้เข้าไปในห้องนอนของผู้ป่วย จำไว้ว่าการให้สัตว์เลี้ยงของท่านเดินผ่านห้องนอนของท่านเพียงหนึ่งครั้ง จะมีสารก่อภูมิแพ้ในห้องของท่าน ในปริมาณเพียงพอที่จะทำให้ท่านมีอาการไปทั้งอาทิตย์
6. ใช้ผ้าปิดปากและจมูกทุกครั้ง เมื่อจำเป็นจะต้องทำความสะอาดบ้านด้วยตนเอง
7. ให้ผู้อื่นทำงานบ้านแทน หรือจ้างคนรับใช้ เพื่อทำความสะอาดบ้าน บางครั้งค่าจ้างทำความสะอาด อาจมีราคาต่ำกว่า ค่ารักษาที่ท่านต้องเสียไป
8. หลีกเลี่ยงการใช้พรมในบ้าน พรมเป็นบ้านหลังใหญ่ที่ตัวไร และเชื้อรา จะมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะทำความสะอาดด้วยการนำมาซัก ก็ไม่สามารถกำจัดตัวไรให้หมดไปได้ เนื่องจากความร้อนที่ใช้ไม่สูงพอในการทำลายตัวไร ในทางตรงข้ามกลับจะทำให้พรมมีความชื้นมากขึ้น ถ้าทำให้แห้งไม่ดีพอ และทำให้มีตัวไรและเชื้อรามากขึ้นไปอีก 9. ใช้หมอนที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ แม้ว่าตัวไรจะสามารถอาศัยอยู่ในวัสดุสังเคราะห์ได้เช่นกัน แต่หมอนที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์สามารถนำมาทำความสะอาดด้วยความร้อนที่มีอุณหภูมิที่สูงกว่าหมอนธรรมดา ทำให้สามารถทำลายตัวไรได้ 10. ซักปลอกหมอนและผ้าปูที่นอนของท่านบ่อยๆในน้ำร้อน นอกจากหมอนแล้ว ตัวไรยังชอบ ที่จะอาศัยอยู่ในปลอกหมอนด้วย เช่นกัน

11.ทำห้องนอนของท่านให้เป็นเขตปลอดสารก่อภูมิแพ้ ในกรณีที่ไม่สามารถทำให้ทั้งบ้านเป็นเขตปลอดสารก่อภูมิแพ้ได้ ทั้งนี้เนื่องจาก โดยทั่วไป คนเราจะใช้เวลาอยู่ในห้องนอนมากกว่าห้องอื่นๆ